‹ กลับหน้าเรื่อง 📚 LN: มิสต์เทรนเกิร์ลส์ ~จากหน้าต่างรถไฟในโลกแห่งหมอก~ - บทที่ 1 :『สายลมสีขาว』
ถัดไป ›

บทที่ 1 :『สายลมสีขาว』

บทที่ 1 จาก 5 บท

บทนำ 「หาก 『สายลมสีขาว』 พัดมา ให้ซ่อนตัวให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้」 ฝังร่างกายลงในหิมะ แล้วอยู่นิ่งๆ เข้าไว้ เข้มแข็งเข้าไว้ ทหารแห่งไอเซนกราดจะมาตื่นตระหนกระหว่างการต่อสู้ได้อย่างไร ไม่เป็นไรหรอก เธอจะต้องกลายเป็นทหารที่ดีได้อย่างแน่นอน เหมือนกับพี่สาวของฉัน จะต้องเป็นทหารที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ พี่สาวของฉันยึดถือคติประจำใจคือ 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 ความหมายของการต่อสู้นั้นคืออะไร? เธอเคยคิดถึงเรื่องนั้นบ้างไหม? ตัวฉันน่ะนะ บอกตามตรงว่าไม่ค่อยได้คิดเรื่องนั้นสักเท่าไหร่ ก็แค่ทำตามคำพูดของพี่สาวที่เชื่อใจได้ และคำสั่งของกองทัพเท่านั้น ตอนนี้ฉันกำลังทำ 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 อยู่ ดีใจจริงๆ ที่ได้อยู่เคียงข้างเธอ เพราะฉะนั้นจงมีชีวิตรอดเพื่อฉันด้วย แล้วก็ ช่วยปกป้องน้องสาวด้วยนะ ไม่เป็นไรหรอก เธอจะต้องกลายเป็นพี่สาวที่ดีได้อย่างแน่นอน เหมือนกับพี่สาวของฉัน เป็นพี่สาวที่เข้มแข็งและอ่อนโยนนะ ––เข้าใจไหม? ยาคุตสค์ ห้ามขยับออกจากตรงนั้นเด็ดขาดเลยนะ? กองกำลังปฏิบัติการพิเศษกองทัพภาคเหนือแห่งไอเซนกราด ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้า ทวีปที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยหมอก อิริสคลาวด์ ผู้คนเรียกขานหมอกที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายมายาวนานในหน้าประวัติศาสตร์นั้นว่า 『เก็นมุ』 ––หมอกและทางรถไฟนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ในรางรถไฟโบราณ และปัดเป่าเก็นมุให้หายไป เพื่อบรรลุความปรารถนาอันแรงกล้าของชาวอิริสคลาวด์ที่ต่อสู้กับหมอกมายาวนาน ทหารยอดฝีมือจากแต่ละประเทศจึงถูกรวบรวมมา ประเทศแห่งสันติภาพและเมฆสีรุ้ง––เซนต์อิริส ประเทศแห่งเทพสัตว์และไสยเวท––นิชิกิ ประเทศแห่งหิมะและเหล็กกล้า––ไอเซนกราด ประเทศแห่งป่าเขียวขจีและเวทมนตร์––แวร์ฟอเรต ประเทศแห่งทรายร้อนและทะเลสีคราม––เฟรย์มารีน เหล่าหญิงสาวผู้มีพลังในการปัดเป่าเก็นมุถูกเรียกว่าเทรนไนท์ พวกเธอได้ขึ้นรถไฟสำหรับชำระล้างหมอก 『มิสต์เทรน』 ในฐานะกองทัพพันธมิตรของทั้งห้าประเทศ พวกเธอเหล่านี้แหละคือ หน่วยรถไฟผู้ปัดเป่าเก็นมุ––หน่วยรถไฟพิเศษ ในห้าประเทศมีต้นไม้ยักษ์ห้าต้นตั้งตระหง่าน และมีรางรถไฟนับไม่ถ้วนแผ่ขยายออกไป รางรถไฟที่ถูกบันทึกไว้ในแผนที่เส้นทางรถไฟของอิริสคลาวด์นั้น เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของเส้นทางที่มีอยู่จริง ว่ากันว่าในความเป็นจริงแล้วมีเครือข่ายทางรถไฟถูกวางไว้อีกมากมายกว่านั้น ทางรถไฟที่แผ่ขยายไปทั่วทวีปที่ปกคลุมด้วยหมอกนั้น บางครั้งก็ซ่อนตัวอยู่ในหมอก และปรากฏออกมาตามอำเภอใจสร้างความสับสนให้กับผู้คน บางครั้งก็ถูกพบในหุบเขาที่ไร้ผู้คน บางครั้งก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับหมอกในสุสานที่มีคนตายเดินเพ่นพ่าน ช่างผลุบโผล่ไร้ร่องรอยอย่างแท้จริง จากเรื่องนี้ อาจกล่าวได้ว่าคำพยากรณ์ของมิโกะที่ว่าหมอกและทางรถไฟมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นนั้นมีความน่าเชื่อถืออยู่พอสมควร 「ยืนยันการจอด เดินทางมาถึง 『ฐานทัพหน้าซิเวเลีย』 ทางตอนเหนือของไอเซนกราดแล้วค่ะ」 เวทีของเรื่องราวในครั้งนี้คือ––ประเทศแห่งหิมะและเหล็กกล้า ไอเซนกราด ข้างทะเลสาบโบราณไบคาล มีการค้นพบเส้นทางรถไฟใหม่ขนาดมหึมาท่ามกลางหิมะในเขตซิเวเลีย ณ ดินแดนอันหนาวเหน็บที่มีลมหนาวพัดกระหน่ำ หน่วยรถไฟพิเศษได้เริ่มท้าทายกับการสำรวจทางรถไฟสายใหม่

「พายุหิมะพัดมาแล้วสินะ ......」 ยาคุตสค์ซึ่งสังกัดกองทัพภาคเหนือแห่งไอเซนกราด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะมองดูทิวทัศน์หิมะอันกว้างใหญ่ผ่านหน้าต่างของรถไฟเวทมนตร์มิสต์เทรน แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่รอบข้างกลับมืดสลัวเพราะพายุหิมะ บนหน้าต่างกระจกที่สะท้อนแสงจนดูราวกับกระจกเงา ปรากฏภาพสะท้อนของเด็กสาวผู้มีเรือนผมยาวสีเงิน ยาคุตสค์มักถูกเปรียบเปรยว่ามีรูปลักษณ์เหมือนกระต่ายหิมะเมื่อรวมเข้ากับดวงตาสีแดงคู่นั้น แต่ทว่าใบหน้าที่สะท้อนอยู่บนบานหน้าต่างในวันนี้กลับดูหม่นหมองกว่าปกติ เป็นสีหน้าที่ไม่สมกับเป็นทหารแห่งไอเซนกราด ประเทศแห่งหิมะและเหล็กกล้าเอาเสียเลย แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะยาคุตสค์ไม่ได้มีความทรงจำที่ดีกับพายุหิมะสักเท่าไหร่นัก แม้ว่ายาคุตสค์จะเกิดและเติบโตในภาคเหนือที่รายล้อมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง แต่ก็ใช่ว่าทหารที่มาจากเมืองหิมะทุกคนจะมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับหิมะเสมอไป หิมะนั้นน่ากลัว

VN Scene

หมอกก็น่ากลัว และสิ่งที่เกิดจากหิมะผสมปนเปกับหมอกจนกลายเป็น 『สายลมสีขาว』 นั้นยิ่งน่ากลัวกว่า ไม่มีใครรู้ว่าเก็นมุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และที่ไหน การเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับมันเมื่อไหร่หรือที่ไหน คือหน้าที่ในฐานะทหารและเทรนไนท์ ไม่ว่าจะเป็นทหารของประเทศไหน หากเตรียมใจที่จะต่อสู้กับเก็นมุแล้ว ทุกคนก็น่าจะตระหนักถึงเรื่องนี้ดี แต่ทว่า สำหรับประเทศไอเซนกราดแห่งนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องระวังนอกเหนือจากหมอกอยู่ นั่นก็คือหิมะ บ้านเกิดของยาคุตสค์นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยหิมะซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ 『สายลมสีขาว』 หิมะจะดูดซับเสียงและขยายความหวาดกลัวให้เพิ่มมากขึ้น ทันทีที่ลมพัดมา มันจะกลายเป็นพายุหิมะที่แช่แข็งชีวิต การกำจัดสัตว์ประหลาดที่กำเนิดจาก 『สายลมสีขาว』 นั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก จนถึงตอนนี้มีทหารไอเซนกราดจำนวนมากต้องตกเป็นเหยื่อ อาจกล่าวได้ว่าโชคร้ายที่สุดสำหรับทหารไอเซนกราด คือการต้องเผชิญหน้ากับ 『สายลมสีขาว』 นี้ แม้แต่ทหารกองทัพภาคเหนือที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี หากถูก 『สายลมสีขาว』 พัดใส่ ความสามารถในการคิดก็จะลดต่ำลงอย่างมาก และยากที่จะตัดสินใจอย่างเยือกเย็นได้––แน่นอนว่า ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง กองกำลังปฏิบัติการพิเศษกองทัพภาคเหนือแห่งไอเซนกราด คือกลุ่มยอดฝีมือผู้ปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงโดยไม่หวั่นเกรงแม้ต้องเผชิญหน้ากับความตาย หน่วยป้องกันกำแพงใต้แห่งป้อมปราการเขตอันตรายพิเศษลอเรน และหน่วยสำรวจไบคาลแห่งทะเลสาบโบราณไบคาล ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ในบรรดาหน่วยเหล่านั้น ทีมที่ถูกคัดเลือกซึ่งเรียกว่าหน่วยอัลฟ่า คือหน่วยระดับท็อปของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ และได้สร้างผลงานไว้มากมายจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะถูก 『สายลมสีขาว』 ระดับมหึมาโจมตีกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พวกเธอก็รอดชีวิตกลับมาและทำภารกิจจนสำเร็จได้ คำว่าข้อยกเว้นนั้น หมายถึงพวกเธอนั่นเอง สมัยที่ยาคุตสค์ยังเป็นทหารใหม่ เธอเคยร่วมปฏิบัติการกับสมาชิกของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษในการฝึกภาคสนามในเขตหิมะตกหนัก เนื่องจากการฝึกภาคสนามนั้นจัดอยู่ในประเภทอันตราย ทหารผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนนามว่าโวโลชาเยฟก้า จึงได้เข้ามาสนับสนุนการฝึกของพวกยาคุตสค์ในฐานะหน่วยคุ้มกัน แต่ทว่า พวกเธอเกือบทั้งหมดต้องเสียชีวิตเพื่อปกป้องยาคุตสค์ หัวหน้าหน่วยโวโลชาเยฟก้า คือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูสั่งสอนยาคุตสค์มาอย่างเข้มงวดและแข็งแกร่ง ––หาก 『สายลมสีขาว』 พัดมา ให้ซ่อนตัวให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเห็นพายุหิมะ แม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังนึกถึงเรื่องของคนคนนั้น ยาคุตสค์ที่เข้าหน่วยรถไฟพิเศษและกลายเป็นเทรนไนท์ ได้เดินทางไปทั่วโลกและกำจัดภัยคุกคามมามากมาย ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร แต่เธอก็ยังไม่เคยพบเจอกับสิ่งที่น่ากลัวไปกว่าฝันร้ายที่เห็นใน 『สายลมสีขาว』 ครั้งนั้นเลย 「คุณยาคุตสค์ ไหวไหมคะ? สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ」 ขณะที่ยาคุตสค์กำลังเหม่อลอยมองทิวทัศน์หิมะที่ไหลผ่านไปด้านหลังรถไฟ ควีนส์เวย์จากกองอัศวินเซนต์อิริสก็กำลังจ้องมองมาทางนี้ด้วยความเป็นห่วง นักเรียนดีเด่นผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นเลิศที่สุดในโรงเรียนอัศวินเซนต์อิริสคนนี้ เป็นคนจริงจังและขยันขันแข็ง ผมสีดำที่ยาวถึงเอวดูโดดเด่นตัดกับสีเงินของเมืองหิมะ อาจเป็นเพราะฝึกฝนตอนเช้าตรู่ทุกวัน ร่างกายของเธอจึงดูเจริญเติบโตดีกว่ายาคุตสค์ที่รุ่นราวคราวเดียวกันเล็กน้อย ไม่สิ อายุไม่น่าจะเกี่ยวหรอกมั้ง 「โธ่ ตั้งสติหน่อยสิคะ」 ดูเหมือนจะถูกเรียกอยู่หลายครั้ง แต่คงเพราะกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดเลยไม่ทันสังเกต 「หายากนะคะเนี่ย ที่คุณยาคุตสค์จะเหม่อลอยระหว่างปฏิบัติภารกิจแบบนี้」 「ไม่ได้เหม่อสักหน่อย ก็แค่นึกถึงเรื่องในอดีตเท่านั้นเอง」 「เรื่องในอดีตที่ว่า คือเรื่องสมัยที่ยังอยู่ในกองทัพไอเซนกราดเหรอคะ?」 「ใช่ ฉันไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีกับพายุหิมะเท่าไหร่น่ะ」 พอยาคุตสค์พูดแบบนั้น ควีนส์เวย์ก็ปิดปากเงียบพูดเพียงว่า 「งั้นเหรอคะ」 แล้วมองออกไปนอกรถไฟเช่นเดียวกับยาคุตสค์ ยาคุตสค์เองก็เริ่มรู้สึกผิดนิดหน่อยที่ทำให้ต้องมาคอยเกรงใจ 「ตั้งแต่ส่งหน่วยค้นหาลงที่ฐานทัพหน้าซิเวเลีย ก็เป็นแบบนั้นมาตลอดเลยนะ ถ้ามีเรื่องกังวลใจอะไรก็เล่าให้พวกเราฟังบ้างสิ?」 ท็อปเรนเจอร์แห่งกองสารวัตรทหารแวร์ฟอเรต วิเวียน กลับมาจากการเดินตรวจตราแล้ว ถึงจะบอกว่าเป็นสาวแก่นเซี้ยวที่วิ่งเล่นในป่าปะปนกับเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอกลับเป็นเจ้าของความงามที่นอกจากจะไม่ดูห้าวแล้ว ยังสามารถทำให้ผู้ชายหลงใหลได้ในพริบตาเดียว กลิ่นหอมหวานลอยออกมาจากหูแหลมๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอลฟ์และผมสีทองที่เป็นประกายระยิบระยับ 「หอมจัง วิเวียน ใส่น้ำหอมเหรอ?」 「อ๊ะ รู้ด้วยเหรอ? อันนี้น่ะนะ มีขายที่ร้านขายของฝากในไอเซนกราด เขาบอกว่าเป็นน้ำหอมที่ช่วยให้ผ่อนคลายได้แม้ในที่อากาศหนาวน่ะ♪ จะให้ฉันฉีดให้ยาคุตสค์ด้วยไหม?」 「ไม่เอาหรอก อีกอย่างนะ น้ำหอมนั่นถ้าเป็นที่ไอเซนกราดมันเป็นของถูกๆ สำหรับเด็กที่มีขายอยู่ทั่วไปเลยนะ」 「ขะ ของถูกเนี่ย ประมาณเท่าไหร่เหรอ?」 「ประมาณช็อกโกแลตแท่งสองสามอัน」 「แย่ที่สุด! ฉันจ่ายไปตั้งเท่าราคาช็อกโกแลตแท่งห้าสิบอันเลยนะ?」 พอวิเวียนกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจจนหน้าอกใหญ่ๆ นั่นกระเพื่อมไหว คู่หูก็ปรากฏตัวขึ้น 「ฮ่าฮ่าฮ่า! วิเวียนใช้เงินฟุ่มเฟือยอีกแล้ว ถึงได้บอกไง ว่าก่อนซื้อให้ถามยาคุตันก่อน」 「อะไรกันเล่า ก็ปุตราเป็นคนบอกว่า 『กลิ่นหอมดี』 ฉันถึงได้ซื้อมานะ? เธอก็ต้องรับผิดชอบด้วยสิ」 「ฉันไม่ได้พูดถึงน้ำหอม แต่พูดถึงตัววิเวียนต่างหาก」 「นั่นหมายถึง ร่างกายของฉันงั้นเหรอ?」 「ใช่! วิเวียนน่ะต่อให้ไม่ใส่อะไรเลยก็หวาน! อร่อยอยู่แล้ว!」 คนที่หัวเราะชอบใจกับความผิดพลาดของวิเวียนคือปุตรา เนื่องจากอยู่กับวิเวียนตลอดเวลา ยาคุตสค์เลยทึกทักเอาเองว่าเธอเป็น 「คู่หูของวิเวียน」 ดูเหมือนเธอจะมาจากเฟรย์มารีน เมืองทางใต้ที่ล้อมรอบด้วยท้องฟ้าและทะเล มีเอกลักษณ์คือผมสีฟ้าที่ดูสดใส ตัวปุตราเองก็ค่อนข้างจะเพี้ยนๆ แต่ในบรรดาคนจากเฟรย์มารีนที่มีแต่คนแปลกๆ เธอก็นับว่าเป็นคนที่ค่อนข้างปกติ 「เรื่องของไอเซนกราดก็ต้องถามทหารไอเซนกราดสิ! คุณพนักงานรถไฟก็บอกไว้ใช่ไหมล่ะ? ทั้งวิธีเลือกซื้อของฝากให้ดี ทั้งเคล็ดลับการปฏิบัติการบนหิมะ ทั้งหมดต้องถามยาคุตัน! ใช่ไหมยาคุตัน!」 อนึ่ง 「ยาคุตัน」 ดูเหมือนจะเป็นชื่อเล่นของยาคุตสค์ ถ้าลูกน้องในกองทัพไอเซนกราดมาได้ยินเข้า คงไม่รู้แน่ว่ากำลังพูดถึงใครอยู่ 「เพราะงั้นยาคุตัน สอนเคล็ดลับการต่อสู้ท่ามกลางพายุหิมะให้หน่อยสิ! เอาแบบที่ใช้จุดเด่นของฉันให้เป็นประโยชน์นะ!」 「ความสามารถพิเศษของปุตราคือ?」 「ดำน้ำ!」 「ไม่ได้เรื่องเลยสักนิด อีกอย่างแต่งตัวแบบนั้นออกไปข้างนอกปุ๊บก็หนาวตายปั๊บแน่」 「เอ๋ นี่มันชุดกันหนาวนะ」 「ชุดกันหนาวตรงไหน สำหรับกองทัพภาคเหนือแล้ว นั่นมันก็ไม่ต่างอะไรกับแก้ผ้านั่นแหละ」 「แก้ผ้า!? ทำไงดีวิเวียน เขาบอกว่าฉันแทบจะแก้ผ้าอยู่แล้วเนี่ย」 「เด็กที่ชอบเดินแก้ผ้าไปทั่วหลังอาบน้ำเสร็จจะมาตื่นตูมอะไรตอนนี้」 「จริงด้วย วิเวียน เมื่อกี้มีเสื้อโค้ทเก่าๆ อยู่ใช่ไหม? ขอยืมหน่อยสิ」 「ปุตราเป็นคนบอกว่าไม่เอา ฉันก็เลยให้โยชิโนะไปแล้ว ป่านนี้คงถูกแก้เป็นชุดกิโมโนไซส์จิ๋วไปแล้วมั้ง? เด็กคนนั้นยิ่งเก่งเรื่องเย็บปักถักร้อยอยู่ด้วย」 「อูย~ เจ้าช่างตัดเสื้อร้านโซเมยะ~」 「ฉันบอกเธอแล้วนะ? ว่าให้แต่งตัวให้อุ่นกว่านี้หน่อย」 ให้ตายสิ ช่างสบายใจกันเสียจริง ยาคุตสค์ถอนหายใจออกมา ซึ่งต่างจากการถอนหายใจใส่หน้าต่างรถไฟเมื่อครู่นี้ พอคิดถึงสมัยที่อยู่ในกองทัพภาคเหนือ ก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมานั่งคุยเล่นกับพวกพ้องต่อหน้าทุ่งหิมะที่มีพายุพัดกระหน่ำแบบนี้ ถ้าเพื่อนร่วมรบในอดีตมาเห็นเข้าจะคิดยังไงนะ รุ่นพี่ที่เผชิญหน้ากับ 『สายลมสีขาว』 ในตอนนั้น จะพูดว่าอย่างไรบ้างนะ 「ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้า ......」 เผลอหลุดปากเรียกชื่อและยศในตอนนั้นของเธอออกมา 「คุณยาคุตสค์ เอ่อ ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้านี่คือ?」 ควีนส์เวย์แสดงปฏิกิริยากับชื่อนี้ 「เป็นหัวหน้าผู้มีพระคุณสมัยที่ฉันยังเป็นทหารใหม่น่ะ เป็นทหารสุดยอดฝีมือที่สังกัดกองกำลังปฏิบัติการพิเศษกองทัพภาคเหนือแห่งไอเซนกราด」 「ที่ถอนหายใจเมื่อกี้ เพราะนึกถึงท่านผู้นั้นสินะคะ」 「อืม วันที่พายุหิมะพัดแรงเหมือนวันนี้มักจะทำให้นึกถึงเสมอน่ะ ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้าเป็นคนเคี่ยวเข็ญวิธีการต่อสู้ให้กับฉันและเบสชา ระหว่างการฝึกภาคสนาม พวกเราถูก 『สายลมสีขาว』 จู่โจม แล้วเธอก็จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ」 พอได้ยินว่าจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ทั้งวิเวียนและปุตราต่างก็เงียบกริบ ไอเซนกราดมีการต่อสู้กับเก็นมุที่รุนแรงกว่าประเทศอื่น ด้วยเหตุนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจึงมีมากกว่าประเทศอื่น สำหรับคนที่เติบโตในแวร์ฟอเรตหรือเฟรย์มารีน เรื่องการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในไอเซนกราดอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่หนักอึ้ง เพราะฉะนั้น จึงลังเลที่จะพูด เพราะฉะนั้น จึงคิดว่าควรจะพูดเอาไว้ 「ไม่เคยได้ยินชื่อโวโลชาเยฟก้าเลยนะ หัวหน้าของยาคุตสค์คือฮาบารอฟสก์ไม่ใช่เหรอ?」 เป็นคำถามที่ดี สาเหตุที่ยาคุตสค์ถอนหายใจก็คือเรื่องนี้นี่แหละ 「โวโลชาเยฟก้าคือใคร? คนที่โยชิโนะไม่รู้จักเหรอ?」 คนที่ถามคำถามอันแหลมคมนี้คือ โยชิโนะ ผู้มาจากนิชิกิ ประเทศแห่งเทพสัตว์และไสยเวท ชาวนิชิกิมีหูและหางของสัตว์ และสามารถใช้พลังพิเศษที่เรียกว่าไสยเวทได้ โดยรวมแล้วมักจะเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่มีจุดเด่นคือพละกำลังมหาศาลขัดกับรูปลักษณ์ภายนอก และความชำนาญของกองทัพก็อยู่ในระดับสูง ด้วยเหตุนี้ กองทัพไอเซนกราดจึงมักจะร่วมมือกับกองทัพนิชิกิในการทำภารกิจอยู่บ่อยครั้ง เอาเถอะ ถ้าพูดถึงโยชิโนะคนนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงมากกว่าทหารล่ะนะ 「โยชิโนะอยากรู้เรื่องของยาคุตันมากกว่านี้ ยาคุตัน มาคุยกันเถอะ?」 โยชิโนะนั่งลงข้างๆ ยาคุตสค์ แล้วใช้หูและหางสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวนิชิกิลูบไล้ร่างกายของยาคุตสค์อย่างอ่อนโยน โยชิโนะผู้ไวต่อความรู้สึก 「เหงา」 และ 「เศร้า」 ของผู้คน มักจะเข้ามาอิงแอบแบบนี้เป็นบางครั้ง เพื่อมอบความอบอุ่นให้กับร่างกายและจิตใจที่หนาวเหน็บ นั่นอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่โยชิโนะใช้เวลาอยู่ตัวคนเดียวมาอย่างยาวนาน โยชิโนะมีอดีตที่ต้องรอคอยการกลับมาของพ่อแม่อยู่เพียงลำพังในภูเขาลึกของนิชิกิ จนกระทั่งถูกสามีภรรยาช่างตัดเสื้อร้านโซเมยะเก็บมาเลี้ยง 「ขอโทษนะ พูดชื่อคนที่เธอไม่รู้จักไปก็คงไม่สนุกสินะ」 「ไม่ได้อยากฟังเรื่องสนุกๆ สักหน่อย เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก」 「ฉันไม่เกลียดตรงส่วนนั้นของเธอหรอกนะ」 ยาคุตสค์โอบกอดโยชิโนะที่เข้ามาคลอเคลียเบาๆ แสดงความขอบคุณต่อความใส่ใจและความห่วงใยของเธอ การสัมผัสด้วยมือแบบนี้สื่อถึงโยชิโนะได้ง่ายกว่าคำพูด 「โยชิโนะรู้นะ ฮาบารอฟสก์คือครูฝึกปีศาจที่เข้มงวดสุดๆ เป็นทหารสายสแปงกิ้งที่ตีก้นยาคุตสค์เพื่อฝึกฝนใช่ไหมล่ะ?」 「ไม่ใช่สแปงกิ้ง แต่เป็นสปาร์ต้าต่างหาก」 「โอ้~ ใช่แล้ว ปุตราเป็นตัวตบมุกที่ยอดเยี่ยมเลยนะเนี่ย」 「ขอบใจค่ะ」 「เพื่อเป็นการตอบแทน ขอมอบไอเทมกันหนาว 『เรดฮอตชิลีเปเปอร์』 ให้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นแม้ในคืนหนาวเหน็บ สูงขึ้น สูงขึ้น♪」 「เดี๋ยว หยุดนะ ...... นั่นมันไม่ใช่ของที่เอามาแปะหน้าสักหน่อย!」 「ไม่ใช่แค่ตบมุก แต่เล่นรีแอคชั่นตลกก็สมบูรณ์แบบ ปุตราเนี่ย ชอบจัง ชอบจัง♪」 「จ๊าก! เผ็ด! เผ็ดสุดๆ! น้ำทะเลไหลออกจากตาแล้ว!」 ปุตราที่หน้าแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้าไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังวิเวียน โยชิโนะที่เสียเพื่อนเล่นไปแล้วจึงขยับเข้าไปคลอเคลียยาคุตสค์อีกครั้ง พร้อมกระดิกหูใหญ่ๆ ไปมา ทำอะไรของเขานะ ให้ตายสิ แต่ก็นะ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อยเหมือนกัน ยาคุตสค์ผู้ผ่านการฝึกฝนอันเข้มงวดของกองทัพภาคเหนือและมุ่งสู่เส้นทางของยอดฝีมือ ไม่ค่อยได้พูดคุยกับเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันเท่าไหร่นัก ถึงจะมี ก็เป็นการคบหากันในฐานะทหาร ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่มานั่งตัวติดกันหรือพูดคุยหยอกล้อกันแบบนี้ 「ฮาบารอฟสก์กับยาคุตสค์ คือคุณครูกับลูกศิษย์ ใช่ไหมล่ะ?」 「อืม ใช่แล้วล่ะ เหมือนความสัมพันธ์ของครูฝึกฟินช์ลีย์กับควีนส์เวย์นั่นแหละ」 「แต่ว่า คนที่ชื่อโวโลชาเยฟก้าที่พูดถึงเมื่อกี้ก็เป็นคุณครูเหมือนกันเหรอ?」 「ใช่ ฉันมีคุณครูอยู่สองคนน่ะ」 「โอ้~ ความน่าเลื่อมใสคูณสอง ที่ยาคุตันแข็งแกร่งก็เพราะมีคุณครูสองคนสินะ」 โยชิโนะไม่ได้ถามเรื่องร้อยเอกโวโลชาเยฟก้าเพราะแค่อยากรู้อยากเห็นเฉยๆ หรอก บางที เธอคงรู้สึกสังหรณ์ใจว่า 「ควรถามเอาไว้จะดีกว่า」 ถ้าไม่ถามตอนนี้ ภายหลังอาจส่งผลเสียต่อหน่วยรถไฟพิเศษได้ ความกังวลใจที่ทำให้ยาคุตสค์ถอนหายใจออกมานั้น อาจเป็นอุปสรรคต่อภารกิจในครั้งนี้ เธอคงกำลังคิดเรื่องแบบนั้นอยู่แน่ๆ โยชิโนะหัวดีแถมยังมีสัญชาตญาณที่เฉียบคม เพราะงั้นเธอถึงได้จับสังเกตความผิดปกติเล็กน้อยที่ยาคุตสค์แสดงออกมาได้ –ตัวฉันเนี่ยนะ มัวมาเหม่อลอยอะไรอยู่ระหว่างภารกิจสำคัญขนาดนี้กัน ยาคุตสค์ลูบหัวโยชิโนะที่ลู่หูลงเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับคุณครูทั้งสองคน 「ครูฝึกประจำตอนที่ฉันอยู่ในหน่วยฝึกหัด ก็คือครูฝึกฮาบารอฟสก์ที่ทุกคนรู้จักกันดีนั่นแหละ ท่านรับผิดชอบดูแลฉันกับเบสชา แต่พอได้เป็นทหารเต็มตัวและถูกบรรจุเข้าหน่วยรบหลัก คนที่คอยดูแลฉันคือร้อยเอกโวโลชาเยฟก้า」 โวโลชาเยฟก้ามักจะใจดีกับสองพี่น้องยาคุตสค์เสมอ แน่นอนว่าการฝึกฝนนั้นเข้มงวดสมฐานะ เพราะยาคุตสค์ถูกปั้นให้เป็นนายทหาร จึงถูกคาดหวังไว้สูงกว่าทหารชั้นประทวน แต่เธอต่างจากฮาบารอฟสก์ที่ใครๆ ต่างหวาดกลัวและเรียกว่า 「ครูฝึกปีศาจ」 ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้าไม่เคยดุด่าหรือกดดันยาคุตสค์เลย ถึงขนาดที่ตัวยาคุตสค์เองยังรู้สึกว่า 「ใจดีเกินไป」 ด้วยซ้ำ 「ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้าเอ็นดูฉันกับเบสชามาก เอ็นดูในความหมายตามตัวอักษรเลยล่ะ จะเข้มงวดก็แค่ตอนฝึกเท่านั้น พูดไปอาจจะดูเหมือนหลงตัวเอง แต่ฉันคิดว่าร้อยเอกโวโลชาเยฟก้าน่าจะมองพวกเราสองพี่น้องเป็นพิเศษน่ะ」 「พิเศษเหรอ? ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?」 「นั่นก็เพราะ ......」 ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้ามองยาคุตสค์และเบสชาเป็นพิเศษ ทำไมกันนะ? อาจจะเป็นเพราะว่า เธอเหมือนกับพวกยาคุตสค์ล่ะมั้ง 「เหมือนกับยาคุตสค์ แล้วก็เบสชางั้นเหรอ? หมายความว่าเป็นพี่น้องกันเหรอ?」 「ใช่ แล้วก็ไม่ใช่แค่พี่น้องธรรมดาด้วยนะ แต่เหมือนกันตรงที่เป็นฝาแฝดเลยล่ะ」 「โอ้~ ความจริงอันน่าตกตะลึง」 「ครูฝึกฮาบารอฟสก์กับร้อยเอกโวโลชาเยฟก้าเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน แต่ถ้าพูดถึงฝีมือแล้ว ฉันกับเบสชาเทียบไม่ติดเลยล่ะ พวกท่านเป็นผู้นำหน่วยปฏิบัติการที่แข็งแกร่งที่สุดที่กองทัพไอเซนกราดภาคภูมิใจ น้องสาวของฉัน เบสชา หลงใหลในตัวทั้งสองคนนั้นมาก」 แต่ยาคุตสค์กับเบสชาก็ไม่อาจเป็นเหมือนฮาบารอฟสก์กับโวโลชาเยฟก้าได้ นั่นเป็นเพราะยาคุตสค์ผู้เป็นพี่สาว ได้ผลักไสเบสชาผู้เป็นน้องสาวออกไป 「อยากจะต่อสู้ในแนวหน้าด้วยกันสองพี่น้อง นั่นคือความฝันของเบสชา ช่วงแรกๆ ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ว่าถ้าเบสชาขี้แยคนนั้นอดทนต่อการฝึกอันโหดร้ายและกลายเป็นทหารที่ยอดเยี่ยมได้ พวกเราก็อาจจะเป็นเหมือนรุ่นพี่ที่หลงใหลได้」 「ช่วงแรกๆ หมายความว่า ...... เปลี่ยนความคิดกลางคันเหรอ?」 คราวนี้ปุตราเป็นคนพูดขึ้น 「คิดว่าเบสชาทำไม่ได้งั้นเหรอ?」 「ก็นะ นั่นก็ส่วนหนึ่ง」 「แต่ว่า?」 「ฉันคิดว่าตัวฉันเองก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน คงไม่อาจยืนอยู่บนสนามรบเดียวกับคนเหล่านั้นได้」 「ยาคุตสค์พูดจาอ่อนแอแบบนั้นเนี่ยนะ ......」 「พอเถอะน่าปุตรา เรื่องในอดีตไม่ใช่เหรอ ใครๆ ก็ต้องมีช่วงเวลาแบบนั้นกันทั้งนั้นแหละ」 「งั้นเหรอ นั่นสินะ โทษที พอดีว่ามันผิดคาดไปหน่อยก็เลยเผลอ ......」 「อย่างที่วิเวียนบอกนั่นแหละ มันเป็นเรื่องในอดีต ถ้าเป็นฉันในตอนนี้คงไม่พูดแบบนั้นหรอก หากมีคำสั่งล่ะก็ ต่อให้เป็นที่ไหนฉันก็จะบุกเข้าไป แต่ว่า ฉันในตอนนั้นมันต่างออกไป」 ในตอนนั้น ฉันเองก็คิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง ขอแค่มีคำสั่ง ต่อให้เป็นสนามรบที่อันตรายแค่ไหนก็จะไป การฝึกภาคสนาม? หน่วยคุ้มกันพิเศษ? ของพรรค์นั้นไม่จำเป็นหรอก แค่ฉันคนเดียวก็เอาอยู่ ทั้งเก็นมุ ทั้งมิสต์มอนสเตอร์ ดาหน้ากันเข้ามาเลย ท่านยาคุตสค์ผู้นี้จะเป็นคู่มือให้เอง ...... อะไรทำนองนั้นแหละ เคยพูดจาอวดดีเอาไว้ 「ไร้คู่ต่อกร ฉันรู้ตัวดีว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดในบรรดาเคนดิเดตนายทหาร พวกเบื้องบนเองก็คาดหวังในตัวฉัน แถมในการฝึกต่อสู้ฉันยังเคยเอาชนะรุ่นพี่และครูฝึกได้ด้วยซ้ำ」 ถึงอย่างนั้น ก็ต่อกรกับ 『สายลมสีขาว』 ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในวันที่ฝึกภาคสนาม ยาคุตสค์พ่ายแพ้ให้กับความหวาดกลัว 「เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าหมอกน่ากลัว ขาขยับไม่ได้เลย พวกหัวหน้าหน่วยที่คอยคุ้มกันต้องตายไปตั้งหลายคนเพื่อปกป้องฉันจากการต่อสู้กับ 『สายลมสีขาว』 มันเกิดขึ้นในพริบตาเดียว พอได้ยินเสียงตะโกนว่า 『หนีไป』 คนคนนั้นก็ถูกจัดการไปแล้ว」 「หน่วยรบพิเศษถูกจัดการในพริบตา ...... เป็นศัตรูที่น่ากลัวจริงๆ นะคะ」 「ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังหนีไม่ได้ เพราะฉันมัวแต่ชักช้า หัวหน้าอีกสองคนเลยต้องกลับเข้าไปในแนวรบ รู้ตัวอีกทีรอบข้างก็เต็มไปด้วยมิสต์มอนสเตอร์ ร้อยเอกโวโลชาเยฟก้ากับคนที่เหลืออยู่ไม่กี่คนต้องคอยรับมือกับฝูงมอนสเตอร์ พอเห็นภาพนั้นแล้ว ฉันก็คิดขึ้นมา」 สำหรับฉันมันเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ สู้ไม่ไหว กลัว หมอกน่ากลัว หิมะน่ากลัว ไอ้พวกนั้นมันตัวอะไรกัน ขนาดร้อยเอกโวโลชาเยฟก้ายังชนะไม่ได้? เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้ ––ยาคุตสค์! ทำอะไรอยู่! รีบหนีไปเร็วเข้า! นี่คือคำสั่งนะ! 「คุณยาคุตสค์ พอแค่นี้เถอะค่ะ」 พอควีนส์เวย์พูดขึ้น ฉันก็ได้สติกลับมา 「จะเริ่มการประชุมวางแผนแล้วนะคะ ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อการนี้นะ」 「ขอโทษที เดี๋ยวจะเอาเอกสารออกมา รอแป๊บนะ」 「ไม่ค่ะ เดี๋ยวฉันเตรียมเอง คุณยาคุตสค์ไปล้างหน้าเถอะค่ะ เหงื่อออกท่วมตัวเลย สีหน้าก็ไม่ดีด้วย」 「ยาคุตัน ไหวไหม? จะจับหางโยชิโนะไหม?」 「ไม่เป็นไรหรอก ฉันสบายดี」 พูดไปแบบนั้น แต่ยาคุตสค์ก็ลุกจากที่นั่งเพื่อไปสงบสติอารมณ์ แล้วก็พูดทิ้งท้ายผ่านแผ่นหลังให้พวกพ้องที่น่าจะกำลังมองมาด้วยความเป็นห่วงว่า 「ครูฝึกฮาบารอฟสก์ไม่โทษฉันเลย ถ้าโดนด่าว่าเละเทะยังจะรู้สึกดีซะกว่า ......」 ดันพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องก่อนภารกิจสำคัญซะได้ เพราะงี้ไงถึงได้เกลียดพายุหิมะ *** ก่อนที่พวกยาคุตสค์จะเริ่มประชุมบนรถไฟเล็กน้อย บนหิมะที่มีลมหนาวและเกล็ดน้ำแข็งพัดกระหน่ำ ผู้แข็งแกร่งสองคนได้ลงมายืนอยู่ 「อะไรกัน ไม่เห็นมีใคร หรือมีอะไรเลยนี่นา ไม่ได้คิดว่าจะเจอเป้าหมายการค้นหาง่ายๆ หรอกนะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะไม่มีมิสต์มอนสเตอร์โผล่มาโจมตีสักตัวแบบนี้ ผิดคาดชะมัด」 「อ่า สัมผัสของเจ้านั่นที่ 『มอง』 พวกเราอยู่ก็หายไปจนหมดเกลี้ยงเลย」 「ถือว่าเคลียร์ไปเปราะหนึ่ง เริ่มการสำรวจกันเถอะ」 ที่นี่คือ 『ฐานทัพหน้าซิเวเลีย』 ...... สถานีรถไฟร้างที่มีกำหนดการจะใช้เป็นฐานทัพ เป็นสถานีแรกที่ถูกค้นพบในเส้นทางรถไฟสายใหม่ 『ทางรถไฟสายซิเวเลีย』 ที่ถูกค้นพบทางตอนเหนือของไอเซนกราด เป้าหมายของกองทัพพันธมิตรคือการใช้ที่นี่เป็นฐานทัพหน้าเพื่อสำรวจเส้นทางรถไฟสายใหม่ ถ้าเรื่องหิมะต้องยกให้กองทัพไอเซนกราด ปฏิบัติการบนหิมะคืองานถนัด สร้างฐานที่มั่นท่ามกลางพายุหิมะ ต่อสู้กับเก็นมุบนพื้นน้ำแข็ง กลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด! ด้วยเหตุนี้ หน่วยล่วงหน้าของกองทัพไอเซนกราดจึงมาเยือนสถานีร้างแห่งนี้ก่อน แต่ทว่า 「กลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด!」 ที่นำโดยเฟลคลิงเกน กลับไม่กลับมาที่มิสต์เทรนแม้จะเลยเวลากำหนดไปมากแล้ว ผู้ที่ถูกส่งมาเป็นหน่วยค้นหาก็คือสองคนนี้ อดีตร้อยเอกแห่งกองทัพภาคเหนือไอเซนกราด ฮาบารอฟสก์ และอีกคนคือ บาตู ผู้บริหารของกลุ่มทหารรับจ้างสกันด้าแห่งเฟรย์มารีน ภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติซ้ำซ้อน จึงใช้คนจำนวนน้อยในการค้นหา เนื่องจากปฏิบัติการกันแค่สองคน กองบัญชาการจึงวางแผนไว้ว่าทันทีที่พบร่องรอยของหน่วยล่วงหน้า ให้เรียกกำลังเสริม แต่ฮาบารอฟสก์ได้แสดงเจตจำนงกับบาตูที่เป็นคู่หูในครั้งนี้ว่า 「หากจำเป็น จะทำการช่วยเหลือและกู้ภัยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้」

VN Scene

การใช้คนเพียงสองคนในการค้นหาและช่วยเหลือหมวดทหารทั้งหมวดนั้นถือเป็นภารกิจที่ยากลำบากมาก แต่ฮาบารอฟสก์เข้าใจดีว่าความรวดเร็วคือสิ่งสำคัญสำหรับภารกิจประเภทนี้ แน่นอนว่าสถานการณ์จะถึงขั้นต้องกู้ภัยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการประเมินหน้างาน แต่พอมาถึงที่เกิดเหตุจริงๆ กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเฟลคลิงเกนเลย 「แล้วก็ไม่มีร่องรอยว่าหน่วยล่วงหน้าเคยอยู่ที่สถานีร้างแห่งนี้ด้วย รอยเท้าขาดช่วงไปตั้งแต่แถวรางรถไฟด้านหลังนู่นแล้ว」 「ถ้าอย่างนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่ายังมาไม่ถึงสถานีร้างสินะ」 「หรืออาจจะมาถึงสถานีร้างด้วยเส้นทางอื่นแล้วหายตัวไปทันที」 「แบบนั้นยังจะดีซะกว่า」 「แต่ไม่ว่าทางไหนก็คือประสบภัยอยู่ดี」 「อ่า ประสบภัยนั่นแหละ」 ด้วยเหตุนี้ ณ ตอนนี้จึงถือว่าหน่วยล่วงหน้าของเฟลคลิงเกนได้ประสบภัย และเปลี่ยนสถานะจากเป้าหมายการค้นหาเป็นผู้ต้องการความช่วยเหลือ 「เอาน่า ถ้าเป็นเราสองคน การช่วยออกมาให้ได้ทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โชคดีจริงๆ ที่ได้ทหารผ่านศึกอย่างฮาบารอฟสก์มาด้วย ถ้าต้องจับคู่กับตัวถ่วงคงเหนื่อยแย่」 「ทหารผ่านศึกงั้นเหรอ ฉันปลดประจำการจากกองทัพไอเซนกราดมาสักพักแล้วนะ」 「ปลดประจำการแล้วแต่ก็กลับมาแล้วไม่ใช่เหรอ」 「ร้างสนามไปนานเกินไป สัญชาตญาณไม่เฉียบคมเหมือนสมัยสาวๆ แล้ว」 「ไม่เรียกว่าร้างสนามหรอกมั้ง ฮาบารอฟสก์หลังจากปลดประจำการแล้วก็ยังต่อสู้มาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ เผลอๆ จะผ่านสนามรบมามากกว่าตอนอยู่ในกองทัพซะอีก?」 「ก็ไม่รู้สินะ」 「แกล้งไขสือไม่เนียนเลยนะ」 「ไม่ได้แกล้งไขสือ แค่ไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับเท่านั้นเอง」 「คุณแข็งแกร่งขึ้นหลังจากออกจากกองทัพไม่ใช่เหรอ ฮาบารอฟสก์ ที่บอกว่าสัญชาตญาณไม่เฉียบคมเหมือนสมัยสาวๆ น่ะมันไม่ถูกซะทีเดียว แค่โอกาสที่จะได้ดมกลิ่นมันลดน้อยลงเท่านั้นเอง」 「จะบอกว่าพอออกจากกองทัพแล้วความเชี่ยวชาญในการต่อสู้เพิ่มขึ้น งั้นเหรอ?」 「อย่างน้อย 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 ก็น่าจะเพิ่มขึ้นนะ」 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 เป็นคำที่ฮาบารอฟสก์ในตอนนี้ไม่อยากได้ยินที่สุด 「ไม่สบอารมณ์เลย ทำไมฉันต้องมาโดนเด็กเมื่อวานซืนอย่างเธอพูดจาแบบนี้ใส่ด้วย ประสบการณ์ในกองทัพเฟรย์มารีนแค่นั้นเอามาคุยไม่ได้หรอกนะ」 「ประสบการณ์ในกองทัพเฟรย์มารีนแค่นั้น เราจะเอามาคุยเรื่องการต่อสู้ได้ยังไงกันล่ะ เราน่ะได้รับการฝึกฝนการต่อสู้มาพร้อมๆ กับที่เริ่มเดินได้เชียวนะ ประสบการณ์การต่อสู้จริงก็มีพอตัว ถ้าพูดถึง 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 คิดว่าเรามีประสบการณ์มากกว่าพวกทหารเสียอีก」 พอโดนตอกกลับมา ฮาบารอฟสก์ก็รู้สึกเสียใจที่ยก 「กองทัพเฟรย์มารีน」 มาอ้างกับบาตูคนนี้ บาตูคือระดับผู้บริหารของกลุ่มทหารรับจ้างสกันด้า ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบที่เน้นการโจมตีอย่างดุเดือด เป็นนักรบที่ถูกสอนให้ใช้อาวุธและถูกเคี่ยวเข็ญวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่จำความได้ ผ่านการฝึกฝนการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ไม่ใช่แค่กับมิสต์มอนสเตอร์ แต่รวมถึงกับมนุษย์ด้วย คนที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้ ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อการต่อสู้ และเติบโตท่ามกลางการต่อสู้ ย่อมมีประสบการณ์การต่อสู้เท่ากับอายุของตน ต่อให้เป็น 「เด็กเมื่อวานซืน」 ก็รู้เรื่องการต่อสู้ละเอียดกว่านายทหารแถวนี้ และมีสัญชาตญาณที่เฉียบคมมาก ดังนั้น จึงสามารถมองทะลุถึงความสามารถในการรบและแนวคิดเกี่ยวกับการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามได้ ทั้งที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันดีนัก 「ฮาบารอฟสก์เองก็ออกจากกองทัพเพราะอยากทำ 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 ใช่ไหมล่ะ?」 สิ่งที่บาตูพูดมานั้นถูกต้องเกือบทั้งหมด ทั้งที่แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฮาบารอฟสก์เลย แต่กลับพูดแทงใจดำได้อย่างแม่นยำ ช่างเป็นเด็กที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้ ฮาบารอฟสก์รู้สึกหวาดหวั่นต่อนักรบตรงหน้า เหตุผลที่ฮาบารอฟสก์ปลดประจำการจากกองทัพไอเซนกราด ตอนที่บาตูพูดมันออกมาได้อย่างถูกต้อง เธอก็ได้ตระหนักว่าสายตาในการมองนักรบของเด็กคนนี้เหนือกว่าตัวเธอเสียอีก 「เหตุผลที่ฮาบารอฟสก์ออกจากกองทัพ เป็นเพราะไม่สามารถทำ 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 ได้ ไม่ใช่เพราะสูญเสียพลังในการต่อสู้ หากสังกัดอยู่ในองค์กรที่เรียกว่ากองทัพ ก็จะมีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามใจเรามากมาย เป็นโลกที่ห่างไกลจากความเชื่อหรือวิถีชีวิตของตนเอง สิ่งที่ได้รับไม่ใช่คำไหว้วานแต่เป็นคำสั่ง ต้องสู้กับคู่ต่อสู้ที่ไม่อยากสู้ และถึงอยากสู้ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้สู้ คุณน่ะเข้ากับวิธีการของ 『กลุ่มนักรบที่ไม่เป็นอิสระ』 แบบนั้นไม่ได้หรอก」 「ไม่ได้เป็นทหารเพราะอยากต่อสู้ แต่เข้ากองทัพเพราะอยากเป็นทหารต่างหาก」 「แต่พอเข้ากองทัพแล้วก็มีเรื่องให้ผิดหวังบ้างใช่ไหมล่ะ? เพราะทหารน่ะ บางทีก็ถูกกองทัพหรือประเทศหักหลังได้เหมือนกัน」 「ถูกประเทศหรือกองทัพหักหลัง งั้นรึ ......」 「กรณีของคุณก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ อดีตหัวหน้าหน่วยอัลฟ่า กองกำลังปฏิบัติการพิเศษกองทัพภาคเหนือแห่งไอเซนกราด」 「ทำไมถึงรู้เรื่องหน่วยอัลฟ่า ฟังมาจากยาคุตสค์งั้นรึ?」 「เปล่าหรอก รู้มาตั้งแต่ก่อนเข้าหน่วยรถไฟพิเศษแล้ว เราน่ะอยู่กลุ่มทหารรับจ้างสกันด้าเชียวนะ? จะไม่รู้จัก 『พวกตัวเป้ง』 ของโลกใบนี้ได้ยังไง」 ดวงตาของบาตูที่มองมายังฮาบารอฟสก์นั้นขุ่นมัวไปด้วยสีแดงดำของเลือดและความมืดมิด ไม่มีแสงสว่างอยู่ในดวงตาสีฟ้านั้น ประสบการณ์การต่อสู้ที่มากพอจะลบล้างความสดใสของท้องฟ้าและท้องทะเลแห่งเฟรย์มารีน คงเป็นสิ่งที่สร้างดวงตาคู่นี้ขึ้นมา ช่างเป็นดวงตาที่โหดเหี้ยม ไม่ใช่ดวงตาของผู้ที่ต่อสู้กับมอนสเตอร์เพียงอย่างเดียว บาตูสนใจในตัว 『พวกตัวเป้ง』 ความสนใจนั้นไม่ได้มีแค่ความอยากรู้อยากเห็นตื้นๆ ว่า 「อยากรู้จัก」 แต่ยังรวมถึงความปรารถนาที่ว่า 「อยากสู้ด้วย」 –ยัยบ้าการต่อสู้ แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ฮาบารอฟสก์ก็จ้องมองบาตูที่อุทิศทุกอย่างให้กับการต่อสู้ด้วยสายตาเย็นชา บาตูยิ้มตอบราวกับยินดีรับสายตานั้น ดูเหมือนว่าบาตูจะสนใจแม้กระทั่งฮาบารอฟสก์ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน 「เราสนใจคุณในสมัยที่ยังประจำการอยู่ก็จริง แต่ก็อยากลองสู้กับคุณในตอนนี้ดูเหมือนกัน」 บาตู ทหารรับจ้างแห่งเฟรย์มารีนเบิกตากว้างและพูดออกมา โดยไม่สะทกสะท้านต่อสายลมอันหนาวเหน็บของไอเซนกราดที่พัดปะทะใบหน้า 「ชื่อเสียงของ 『สมาคมทหารผ่านศึก』 ที่คุณสร้างขึ้นมาน่ะดีมากเลยนะ แม้แต่ในกลุ่มทหารรับจ้างสกันด้า ชื่อ 『สมาคมทหารผ่านศึก』 ของฮาบารอฟสก์ก็ถูกยกให้เป็นองค์กรที่ไม่อยากเป็นศัตรูด้วย ถึง 『หน่วยนอก』 ของเซนต์อิริส หรือ 『ซึกิโยบันชู』 ของนิชิกิจะรับมือยากก็เถอะ แต่เขาว่ากันว่า 『สมาคมทหารผ่านศึก』 ของไอเซนกราดน่ะป่าเถื่อนและน่ากลัวของจริง」 「ช่วยใช้คำว่าบ้าสงคราม หรือมีความดุดันสูงแทนจะได้ไหม 『สมาคมทหารผ่านศึก』 น่ะถึงจะดูเป็นแบบนั้นแต่ก็เป็นองค์กรการกุศลนะ」 「เสียมารยาทจัง แต่เราชอบคำว่าป่าเถื่อนมากกว่านะ」 「สมกับเป็นกลุ่มทหารรับจ้างสกันด้าจริงๆ กลุ่มนักรบที่มีดีแค่ชื่อว่าเป็นมือโปรข้ามพรมแดนเอ๊ย」 「จะขอรับไว้เป็นคำชมก็แล้วกัน」 「เลิกคุยไร้สาระได้แล้ว ไปกันต่อเถอะ」 「ไปต่อเนี่ย? นอกสถานี? หรือข้างใน?」 「ข้างนอก」 「อ้อ~ คุณเองก็รู้ตัวแล้วสินะ」 ทั้งฮาบารอฟสก์และบาตูต่างก็รู้สึกถึงตัวตนนั้นได้ จากภายนอกสถานีร้าง ใต้เนินเขาลาดเอียงที่มีรางรถไฟทอดยาวออกไป มีใครบางคนกำลังจ้องมองมาทางนี้ตลอดเวลา 「เจ้านั่นเมื่อกี้หรือเปล่านะ」 「ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจว่าเป็นคนหรือมอนสเตอร์ด้วยซ้ำ」 「แต่ไม่ใช่พวกเฟลคลิงเกนแน่ สัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้าย ดูท่าจะคุ้มค่าให้ตรวจสอบนะ」 「รับมือยากนะ กับดักแหงๆ」 「เรื่องนั้นรู้อยู่แล้ว รู้อยู่แล้วก็จะไปใช่ไหมล่ะ?」 บาตูใช้หอกต่างไม้เท้า ก้าวเดินฝ่าหิมะหนาเตอะที่ไม่ค่อยได้เห็นในเฟรย์มารีนออกไปโดยไม่ลังเล ในภารกิจแบบนี้ โดยปกติแล้วคนที่จะมาจับคู่กับฮาบารอฟสก์จะจำกัดอยู่แค่ผู้ที่มีประสบการณ์ในกองทัพไอเซนกราดเท่านั้น เพราะหากไม่ใช่ทหารไอเซนกราดที่เรียนรู้วิธีการต่อสู้ในสถานการณ์เลวร้ายท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง ก็จะไม่สามารถเข้าใจการสั่งการหรือคำสั่งของฮาบารอฟสก์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้ง หากทีมถูกแยกออกจากกันและจำเป็นต้องตัดสินใจตามสถานการณ์ของแต่ละคน อัตราการรอดชีวิตของทหารต่างชาติจะลดต่ำลงอย่างมาก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ฮาบารอฟสก์จึงคิดไปเองว่าจะได้จับคู่กับสมาชิกของ 『สมาคมทหารผ่านศึก』 หรือไม่ก็นายทหารของกองทัพภาคเหนือไอเซนกราด ...... แต่คนที่โผล่มากลับเป็นสาวน้อยจากเมืองทางใต้อย่างเฟรย์มารีน ทว่า บาตูกลับประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็วพอๆ กับหรืออาจจะเร็วกว่าฮาบารอฟสก์เสียอีก และลงมือทำโดยไม่เกรงกลัว 「นี่สินะพลังของผู้ที่เติบโตมาในถ้ำสกันด้า ได้ยินมาว่าถ้าเป็นสถานที่ที่มีการต่อสู้ ต่อให้เป็นนรกก็ยินดีที่จะไป ...... มิน่าล่ะ พนักงานรถไฟกับยาคุตสค์ถึงได้การันตีนักหนา」 บาตูที่เดินนำหน้าฮาบารอฟสก์ ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากเช่นเคย *** 「โธ่เว้ย! พอออกมาที่ทุ่งหิมะปุ๊บก็เจอแบบนี้เลยเรอะ!」 หลังจากฮาบารอฟสก์และบาตูออกมาจากตัวอาคารสถานีร้างได้ไม่นาน พายุหิมะอันรุนแรงก็พัดถล่มไปทั่วบริเวณ เบื้องหน้ากลายเป็นสีขาวโพลน แม้แต่แผ่นหลังของบาตูที่เดินนำหน้าไปไม่กี่ก้าวก็แทบจะเลือนหายไปในพายุหิมะ เดิมทีก็มีพายุหิมะพัดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ในระยะสั้นๆ ทันทีที่เดินเลียบรางรถไฟจากสถานีร้างและเบี่ยงออกสู่ทุ่งหิมะเพื่อค้นหาตัวตนของสายตาที่จ้องมองมาอย่างทิ่มแทงเมื่อครู่นี้ ก็เจอสภาพแบบนี้เข้าทันที ด้านหลังกลายเป็นพายุหิมะไปแล้ว ทัศนวิสัยแบบนี้จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ก็นะ ทั้งฮาบารอฟสก์และบาตูไม่มีใครคิดจะถอยหลังกลับอยู่แล้ว 「จังหวะดีสุดๆ! ราวกับรอให้เราเข้ามาใกล้เลยนะเนี่ย!」 ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่เสียงลมพัดแรงจนแทบจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ทั้งฮาบารอฟสก์และบาตูต่างก็ต้องตะเบ็งเสียงแข่งกับพายุ จนกลายเป็นเหมือนการตะคอกใส่กันไปโดยปริยาย 「ตลกร้ายชะมัด! คนอย่างคุณก็พูดอะไรแบบนี้เป็นด้วยเหรอเนี่ย!」 「ถ้าไม่คุยกันเดี๋ยวก็คลาดสายตากันพอดี บาตู! ลดความเร็วในการเดินลงหน่อย!」 「อ้าว มุกหรอกเหรอ เสียดายจัง」 「หา? ว่าไงนะ!!! พูดดังๆ หน่อย! ไม่ได้ยิน!」 「เรากะว่าจะให้คุณพูดว่า 『เจ้านี่มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ』 ซะหน่อย!」 「พายุหิมะก็ต้องเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสิ! ถ้าไม่ใช่เขาไม่เรียกว่าพายุหิมะหรอก!」 「รู้อยู่แล้วน่า! 『สายลมสีขาว』 ใช่ไหมล่ะ??」 「ถ้ารู้ก็อย่าพูดเป็นลางสิเจ้าบ้า!」 เป็นลางจริงๆ ให้ตายสิ คาดหวังว่าจะเจอ 『สายลมสีขาว』 อยู่หรือไง? พอพูดเรื่องแบบนี้ทีไรมันชอบโผล่มาจริงๆ ทุกที ไม่อยากให้พูดเล่นเลยสักนิด 「ฟังนะบาตู ตั้งใจฟังให้ดี? สมมติว่า... แค่สมมตินะ ถ้าโดน 『สายลมสีขาว』 พัดใส่ ห้ามสู้เด็ดขาดเลยนะ? ถ้าเจอ 『สายลมสีขาว』 ให้ขุดหลุมหิมะแล้วมุดลงไปซะ เหมือนตัวตุ่นน่ะ」 「แค่มุดหิมะก็รอดแล้วเหรอ ง่ายชะมัด」 「อ่า ถ้ามีเวลาขุดหลุมก็รอด」 「แล้วถ้าไม่ทันล่ะ?」 「ก็จะโดนโจมตีก่อนไง」 ––ตุบ เกิดเสียงทึบๆ ดังขึ้นที่แผ่นหลังของบาตู แทบจะพร้อมกันนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของบาตู 「บาตู!」 เงาร่างนั้นกำบางอย่างไว้ในมือทั้งสองข้าง และแนบชิดติดกับตัวบาตู มันพุ่งเข้ามาแทงบาตูด้วยของมีคม ดูจากส่วนสูงแล้วน่าจะเป็นผู้ชายตัวใหญ่ ลำพังแค่เงาคงแยกไม่ออกว่าเป็นคนหรือมอนสเตอร์ แต่เมื่อเห็นเส้นผมยาวเฟื้อยเหมือนหญ้าแห้งปลิวไสวไปตามลม กับดวงตาสองข้างที่ส่องแสงวาวโรจน์น่าขนลุก ฮาบารอฟสก์ก็สรุปได้ทันทีว่าชายที่โจมตีบาตูคือมอนสเตอร์ 「บาตู ฆ่ามันซะ! มันไม่ใช่คน!」 แม้จะยังไม่ยืนยันความปลอดภัยของบาตู แต่ฮาบารอฟสก์ตัดสินใจว่าบาตูยังขยับตัวได้ นั่นเป็นเพราะตอนที่ถูกจู่โจมจากด้านหลัง มือซ้ายของบาตูก็ตวับไปด้านหลังทันที มือขวายังถือหอกอยู่เหมือนเดิม แต่ไม่ได้ทิ้งน้ำหนักลงไป เมื่อครู่ยังใช้ต่างไม้เท้าอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว อยู่ในสภาพที่พร้อมเหวี่ยงได้ทุกเมื่อ ––หมายความว่า บาตูอยู่ในท่าเตรียมพร้อมรบแล้ว 「งั้นเหรอ ดูท่าจะไม่ใช่คนจริงๆ แฮะ อุตส่าห์เลี่ยงจุดตายไว้ แต่ถ้าฆ่าได้งั้นก็ขอตัดหัวเลยนะ」 บาตูปลอดภัยดี ไม่ใช่แค่ปลอดภัย แต่ไร้รอยขีดข่วนเลยต่างหาก วินาทีก่อนที่จะถูกมีคมจ้วงแทงจากด้านหลัง บาตูใช้ปฏิกิริยาตอบสนองอันน่าทึ่งคว้าแขนมอนสเตอร์และแย่งมีดมาได้ และทั้งที่ยังหันหลังอยู่อย่างนั้น เธอก็แทงสวนกลับไปที่ร่างของมอนสเตอร์ โดยเล็งจุดที่ไม่ถึงตาย เผื่อในกรณีที่อีกฝ่ายเป็นมนุษย์ ––ฉัวะ เสียงของมีดสนิมเขรอะฉีกกระชากลำคอดังขึ้น บาตูใช้เนื้อมอนสเตอร์ตัดหัวมันเอง มีดสั้นบิ่นๆ เก่าๆ ไม่น่าจะตัดคอให้ขาดได้ง่ายๆ แต่บาตูทำได้ในพริบตา ด้วยความเร็ว และความแม่นยำในการเล็งจุดตายที่ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่มิลลิเมตรเดียว วาดคมมีดผ่านเส้นที่จำเป็นเพื่อหยุดชีพจรของเป้าหมาย ใช้พละกำลังและพลังเวทเพียงน้อยนิดแต่แสดงพลังโจมตีออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช้หอกในมือขวาเลยแม้แต่น้อย บาตูปิดชีพมอนสเตอร์ที่เรียก 『สายลมสีขาว』 ลงได้สำเร็จ 「ลบจิตสัมผัสได้สมบูรณ์แบบ เสียงก็เงียบกริบ ถือว่าไม่เลวสำหรับการลอบโจมตี แต่ข้อเสียคือมีกลิ่นตุๆ กับความเร็วในการโจมตียังช้าไปหน่อย ถ้าจะใช้มีดสั้นในพายุหิมะ ขว้างมายังมีลุ้นกว่าอีก แต่นะ ถึงยังไงเราก็ป้องกันจุดตายตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนที่อื่นก็เกร็งกล้ามเนื้อรับไว้ไม่ให้ทะลุเข้าไปหรอก แน่นอนว่าพิษก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย ถ้าเป็นพิษที่มีอยู่ในห้าประเทศนี้น่ะนะ」 ตุบ ร่างไร้หัวของมอนสเตอร์ล้มลงข้างกายบาตู พอมองดูดีๆ ดูเหมือนจะสวมเครื่องแบบทหารไอเซนกราดอยู่ คงจะผ่านกาลเวลามานานมากจนขาดวิ่นไปหมด สภาพแบบนี้ต่อให้ไม่ใช่เป็นมอนสเตอร์แต่เป็นมนุษย์ ก็คงดูไม่ออกทันทีหรอกว่าเป็นทหารไอเซนกราด 「นายทหารกองทัพภาคเหนือสินะ? ดีนะที่ไม่ใช่พวกเฟลคลิงเกน」 「อ่า ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น ผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่กลายเป็น 『ชีวิตที่ร่อนเร่』」 「『ชีวิตที่ร่อนเร่』?」 「สัตว์ประหลาดที่โผล่มาในเขตอันตรายของไอเซนกราดหรือทางตอนเหนือสุดของเซนต์อิริสน่ะ ร่างกายถูกมิสต์มอนสเตอร์ประเภทสิงสู่ยึดครองจนกลายเป็นสภาพนี้ มักจะโผล่มาในที่ที่ 『สายลมสีขาว』 พัดผ่าน และที่ที่ดอกโคมเงินบาน」 「ถ้าเป็นเรื่องปีศาจที่มักโผล่มาแถวดอกโคมเงินล่ะก็ เคยได้ยินจากคุณปู่มาเหมือนกัน เห็นบอกว่าเวลาข้ามพรมแดนระหว่างเซนต์อิริสกับไอเซนกราดให้ระวังตัวให้ดี」 「ในหมู่ทหารไอเซนกราดเองส่วนใหญ่ก็จะระวังกันทางตอนใต้ แต่ความจริงแล้วมันโผล่มาได้ทุกที่นั่นแหละ แถวชายแดนเซนต์อิริสมีเขตอันตรายพิเศษอย่างซาฮาริคหรือป้อมปราการลอเรนอยู่ ข่าวลือเลยแพร่สะพัดแค่ทางใต้」 『ชีวิตที่ร่อนเร่』 เป็นปีศาจยุ่งยากที่เกิดจากมิสต์มอนสเตอร์พิเศษที่เรียกว่าประเภทสิงสู่ มันยังคงรูปร่างหน้าตาตอนเป็นมนุษย์เอาไว้ บางครั้งก็ปรากฏตัวในสภาพที่แทบไม่ต่างจากคนเป็นๆ เลยทำให้มักเกิดเหตุการณ์สยดสยองขึ้นบ่อยครั้งเมื่อปีศาจชนิดนี้โผล่ออกมา 「แต่ว่า ถึงจะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง แต่พลังการต่อสู้ของบาตูนี่คนละชั้นเลยนะ ฝีมือเหนือกว่าที่ฉันคาดไว้ซะอีก」 「งั้นเหรอ? สำหรับเราแล้วคิดว่าค่อนข้างธรรมดานะ」 「ธรรมดาที่ไหนกัน โดน 『ชีวิตที่ร่อนเร่』 ที่โผล่มาจาก 『สายลมสีขาว』 โจมตีก่อนแต่กลับไร้รอยขีดข่วน แถมยังปลิดชีพมันได้ในทีเดียว ทหารทั่วไปทำไม่ได้หรอก แม้แต่พวกพ้องของฉันคนที่ไปถึงระดับนี้ได้ก็มีแค่ไม่กี่คน」 「เห~ งั้นคราวหน้าแนะนำคนพวกนั้นให้รู้จักหน่อยสิ」 「ไม่ได้」 「ทำไมล่ะ?」 「เจ้าพวกนั้นก็เลือดร้อนเหมือนเธอนั่นแหละ ขืนลองไปยั่วโมโหเล่นๆ ดูสิ ได้ตีกันทันทีแน่ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นฉันก็ห้ามไม่อยู่ด้วย」 「ไม่ตีกันหรอกน่า เราน่ะเคารพคนของ 『สมาคมทหารผ่านศึก』 นะ」 「อย่ามาพูดจามักง่ายแบบนั้นจะดีกว่า โดยเฉพาะต่อหน้าผู้ก่อตั้งแบบนี้」 「ไม่ได้มักง่ายสักหน่อย เราจะโกหกก็ต่อเมื่อจำเป็นต่อการต่อสู้เท่านั้นแหละ」 「งั้นขอถามหน่อย ทำไมเด็กต่างชาติอย่างเธอถึงเคารพ 『สมาคมทหารผ่านศึก』 ล่ะ?」 「เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้ว เพราะพวกคุณคือนักรบที่ทุ่มเทกายใจให้กับ 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 ไงล่ะ」 บาตูยังคงคุยกับฮาบารอฟสก์พร้อมกับจ้องมองฝ่าพายุหิมะและตั้งท่าหอกเตรียมพร้อม แววตาต่างไปจากเมื่อครู่ เป็นท่าทีเอาจริง เด็กคนนี้แข็งแกร่ง แค่ท่ายืนก็รู้แล้ว การต่อสู้กับ 『ชีวิตที่ร่อนเร่』 เมื่อครู่ก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว แต่การต่อสู้หลังจากนี้คงจะได้เห็นอะไรที่ยิ่งกว่านั้นแน่ 「『สายลมสีขาว』 คือสิ่งที่ผสมกันระหว่างพายุหิมะกับหมอกมายา หมายความว่าของจริงจะเริ่มขึ้นหลังจากหมอกมายาปรากฏออกมาสินะ」 「อ่า เมื่อกี้เป็นแค่หน่วยลาดตระเวน」 「หน่วยลาดตระเวน? ปีศาจมีการแบ่งหน้าที่ด้วยเหรอ?」 「ไม่ใช่แค่ปีศาจธรรมดาหรอกนะ 『ชีวิตที่ร่อนเร่』 ที่ล้อมพวกเราอยู่นี่คือทหารกองร้อยหนึ่งของกองทัพไอเซนกราดทั้งกองร้อยเลยล่ะ การโจมตีที่เป็นระบบระเบียบกำลังจะมา」 ฮาบารอฟสก์กระชับอาวุธเตรียมทำลายล้างเหล่าทหารไอเซนกราดจำนวนมากที่ปรากฏตัวบนเนินเขา... ไม่สิ เหล่า 『ชีวิตที่ร่อนเร่』 ที่เคยเป็นทหารเหล่านั้นต่างหาก ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจะเป็นภารกิจที่หิน แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอ 『สายลมสีขาว』 พัดใส่ตั้งแต่เริ่มแบบนี้ อ่า ไม่ได้การ ไม่ได้การ อย่ามาคร่ำครวญในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานสิ อย่าบ่นนะ สภาพแบบนี้ ขืนน้องสาวมาเห็นเข้าคงโดนหัวเราะเยาะแน่ แก่ลงไปเยอะเลยนะ ท่านพี่ อย่าไปเป็นตัวถ่วงเด็กๆ เขาซะล่ะ? ถ้าเป็นโวโลชาเยฟก้าคงพูดแบบนั้นแล้วยั่วโมโหฮาบารอฟสก์ได้อย่างเจ็บแสบแน่ๆ ไม่เป็นไร พี่สาวยังไหว ยังสู้กับ 『สายลมสีขาว』 ได้ 「ลุยกันเถอะฮาบารอฟสก์ ถ้าเป็นเราสองคนต้องทำได้แน่」 「จะกวาดล้างให้หมดคงเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือจัดการต้นตอเพื่อสลายหมอกมายา ถ้าอีกฝ่ายเป็นอดีตกองทัพไอเซนกราด ด้านหลังต้องมีนายทหารคอยบัญชาการอยู่ จัดการเจ้านั่นซะ」 「รับทราบ ดูเหมือนคุณในตอนนี้จะน่าทำตามคำสั่งหน่อย พอเห็น 『สายลมสีขาว』 แล้วตาสว่างขึ้นมาเลยหรือไง?」 「ปากดีนักนะยัยหนู ถ้าพูดถึงสมรภูมินรกในไอเซนกราดที่ฝ่าฟันมาล่ะก็ ฉันเหนือกว่าเยอะ」 ฮาบารอฟสก์และบาตูกระโจนเข้าสู่ 『สายลมสีขาว』 แทบจะพร้อมกัน *** ในขณะเดียวกัน กองกำลังหลักหน่วยรถไฟพิเศษของพวกยาคุตสค์ที่ส่งฮาบารอฟสก์และบาตูลงกลางทาง แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดสำรวจที่ลึกเข้าไปในสถานีร้างนั้น ...... 「หาวา~! แย่แล้วค่ะ!」 แพดดิงตันที่เพ่งมองไปข้างหน้าท่ามกลางทัศนวิสัยย่ำแย่ รีบกดแตรสัญญาณด้วยความตื่นตระหนก 「จะเบรกฉุกเฉินแล้วค่า! ทุกท่านกรุณาจับห่วงหรือราวจับใกล้ตัวให้แน่นนะคะ~!」 เบรกกะทันหัน ล้อเหล็กส่งเสียงเสียดสีน่ารำคาญพร้อมประกายไฟแตกกระเจิง เนื่องจากการเบรกเพื่อหยุดฉุกเฉินไม่ใช่การชะลอความเร็ว เหล่าเทรนไนท์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จึงคะมำไปข้างหน้าอย่างช่วยไม่ได้ 「เหวอ! อะไรเนี่ย! เกิดอะไรขึ้น!」 ปุตราที่กำลังแสดงท่าเลียนแบบ 「แมงกะพรุนที่พันกันยุ่งเหยิงแล้วถอดใจที่จะแก้」 ให้วิเวียนดู กลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นรถไฟอย่างน่าขันทั้งที่ยังอยู่ในท่าทางที่ผิดหลักสรีระมนุษย์ 「โยชิโนะหยุดปุตราคนนั้นด้วยมือเดียว」 และที่ปลายทางที่กลิ้งไป โยชิโนะซึ่งกำลังกินข้าวกล่องรถไฟอยู่ ก็ใช้มือข้างเดียวคว้าหมับเข้าที่จุดสำคัญของปุตราเพื่อหยุดเธอไว้ 「ขอบใจนะ! เกือบจะกระเด็นออกนอกรถไฟด้วยท่าทางที่งี่เง่าที่สุดในโลกซะแล้ว!」 「ง่ำๆ ไม่เป็นไรจ้ะ ทำอะไรแปลกๆ ตอนรถวิ่งมันอันตรายนะรู้ไหม?」 「ขอโทษที! แต่ขอพูดอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม?」 「ง่ำๆ เชิญจ้ะ」 「โยชิโนะ หล่อนจับตรงไหนของฉันยะ!? ตรงนั้นมันห้ามจับนะ! สัญญากับพี่สาวไว้แล้วนี่!」 「โอ๊ะโอ๋? พันกันยุ่งไปหมด ดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน เอ~ ข้อศอกขวามาอยู่ที่ก้นซ้าย แล้วข้อมือซ้ายก็ไปอยู่ที่น่องขวา เพราะงั้น...」 「จิโม๊ะ จิโม๊ะ! จิโม๊ะไงยะ! ตรงที่โยชิโนะกำอยู่น่ะ มันคือจิโม๊ะของฉัน!」 「นั่นไม่ดีเลยนะ เผลอกำแรงไปหน่อยซะแล้ว」 「นี่ปุตรา! ทำอะไรของเธอน่ะ! เป็นผู้หญิงอย่ามาม้วนหน้าฉีกขาแบบอุกอาจขนาดนั้นสิ! อุ๊บ!」 「จะขำหรือจะดุก็เอาสักอย่างสิยะ!」 วิเวียนที่กลั้นขำไม่ไหว บ่นไปพลางเช็คอาการปุตราไปพลาง แกล้งทำเป็นว่าเผลอหลุดขำตอนกำลังดุ แต่ยาคุตสค์เห็นเต็มตาว่าเมื่อกี้เธอกุมท้องหัวเราะก๊ากเลยทีเดียว 「เอาล่ะ ดูเหมือนแค่ข้อต่อสะโพกจะเคลื่อนนิดหน่อย ไม่มีปัญหา」 「ก็นะ นั่นมันความผิดของโยชิโนะนี่นา」 「คนอื่นๆ ก็ไม่บาดเจ็บใช่ไหม? ควีนส์เวย์ แพดดิงตัน เป็นไงบ้าง?」 「หาวา! ฉันไม่เป็นไรค่ะ! คุณควีนส์เวย์ช่วยปกป้องฉันไว้ค่ะ♪」 「โอ๊ยยย ...... ฉันก็พอไหวค่ะ」 「อาวา! คุณควีนส์เวย์ หัวปูดเลยค่ะ!」 「เอ่อ คือว่า หัวฉันไปกระแทกกับหัวคุณแพดดิงตันเข้าน่ะค่ะ ......」 「เอ๊ะ? งั้นเหรอคะ?」 「เอ๊ะ? คุณแพดดิงตันไม่เจ็บเหรอคะ?」 「ค่ะ ไม่รู้ตัวเลยค่ะว่าโดนกระแทก!」 แพดดิงตันและควีนส์เวย์ที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังก็ปลอดภัยดี ยาคุตสค์นั่งอยู่ข้างโยชิโนะ ริมหน้าต่าง และเตรียมรับแรงกระแทกไว้เป็นอย่างดีจึงไม่เป็นอะไร ถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นเรื่องที่เศษข้าวกล่องที่โยชิโนะทำหกกระเด็นมาโดนเสื้อผ้านี่แหละ 「แพดดิงตัน รายงานสถานการณ์ซิ」 「ค่ะ ถึงจะไม่แน่ใจ แต่เหมือนว่ารางรถไฟข้างหน้ามันขาดช่วงไปค่ะ เลยต้องรีบเบรกฉุกเฉิน」 「รางขาด? หมายถึงทางตันเหรอ?」 「คาดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ เพราะพายุหิมะเลยมองเห็นไม่ชัด แต่คิดว่าข้างหน้าคงเป็นหน้าผาค่ะ」 「หน้าผา ......」 「ใช่ค่ะ เพราะรู้สึกว่าสีของหิมะมันต่างไปจากทิวทัศน์ที่เห็นมาตลอดนิดหน่อยน่ะค่ะ」 แพดดิงตันพูดพลางจัดหมวกนายสถานีที่ได้รับแจกมาในฐานะรองผู้บัญชาการให้เข้าที่ เช็คดูว่าผมทรงดังโงะคู่สีชมพูยุ่งเหยิงหรือไม่ 「ท่ามกลางสีขาวโพลน มีความเข้มจางที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีหน้าผาหรือทางลาดชันอยู่ค่ะ」 แพดดิงตันที่เป็นทั้งมิโกะแห่งเซนต์อิริสและรองผู้บัญชาการหน่วยรถไฟพิเศษ มีความสามารถพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง นั่นคือความจำแบบภาพถ่าย สิ่งที่เห็นครั้งหนึ่งแล้วจะไม่มีวันลืม ไม่ต้องจ้องมอง แค่ผ่านตาเพียงชั่วพริบตาก็สามารถบันทึกภาพนั้นลงในสมองได้ การที่คนอย่างแพดดิงตันรู้สึกถึงความผิดปกติได้ในทันที แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ภูมิประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในเขตหิมะตกหนักที่ปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนแบบนี้ อาจกล่าวได้ว่าแพดดิงตันเหมาะสมที่สุดที่จะทำหน้าที่เฝ้าระวัง 「ตัดสินใจได้เยี่ยมมากแพดดิงตัน คิดถูกจริงๆ ที่ให้เธอเป็นคนเฝ้า」 「หาวา ชมไปก็ไม่มีอะไรให้หรอกนะคะ มีแต่เงินค่ะ」 「ควีนส์เวย์ ขอกล้องส่องทางไกลหน่อย」 ยาคุตสค์รับกล้องส่องทางไกลมาจากควีนส์เวย์ที่ยืนเฝ้าระวังอยู่กับแพดดิงตัน แล้วเล็งไปที่ปลายรางรถไฟที่มองเห็นลางๆ อยู่เบื้องหน้า รอจังหวะที่ลมสงบลงแล้วเพ่งมองฝ่าพายุหิมะออกไป ก็พบส่วนที่แพดดิงตันเรียกว่า 「รอยขาดของรางรถไฟ」 นี่มันใกล้กว่าที่คิดไว้ซะอีก ถ้าไม่เบรกฉุกเฉินคงอันตรายแน่ 「ดูเหมือนรางจะขาดตรงนั้นจริงๆ ด้วย แต่จากตรงนี้มองไม่ออกเลยว่าข้างหน้ามีอะไร」 「ฉันเองก็มองไม่เห็นเลยค่ะ คุณแพดดิงตันนี่สังเกตเก่งจังเลยนะคะ」 「ทางรถไฟของไอริสคลาวด์เป็นโบราณวัตถุที่ไม่มีอาวุธหรือเวทมนตร์ใดๆ ทำลายได้ การที่มันมาขาดช่วงอยู่กลางทุ่งราบแบบนี้มันแปลกมาก」 「อาจจะเป็นเส้นทางที่สร้างไม่เสร็จแล้วถูกทิ้งร้างหรือเปล่าคะ?」 「ก็มีความเป็นไปได้ แต่สมมติว่ารู้ว่าสร้างรางตรงนั้นไม่ได้ ก็แค่เปลี่ยนเส้นทางไปที่อื่นก็น่าจะได้ไม่ใช่เหรอ? ทุ่งราบกว้างใหญ่ขนาดนี้ วิธีอ้อมมีตั้งเยอะแยะ」 「จริงด้วย!」 「เพราะงั้น เราจะเดินหน้าด้วยมิสต์เทรนต่อไป เดินหน้าด้วยความเร็วต่ำ!」 「เดี๋ยวก่อนค่ะ ถ้าแค่จะดูสถานการณ์เฉยๆ เดินไปจะไม่ดีกว่าเหรอคะ?」 「ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด」 「ทำไมล่ะคะ? ถ้าเดินไปตามรางก็ไม่ไกลเท่าไหร่นะคะ」 ไม่ไกล ก็เข้าใจความรู้สึกของควีนส์เวย์ที่อยากจะพูดแบบนั้น ถึงจะยืนยันด้วยกล้องส่องทางไกลแล้ว แต่ถ้าไม่มีพายุหิมะ ระยะทางแค่นี้ก็ถือว่าไม่เท่าไหร่ การเดินหน้าด้วยมิสต์เทรนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางรถไฟ ดังนั้นควรแบ่งทีมแล้วเดินเท้าไปสำรวจ ...... นั่นคือความคิดของควีนส์เวย์ 「ควีนส์เวย์ ความคิดของเธอไม่ผิดหรอก ถ้าที่นี่ไม่ใช่ไอเซนกราด และไม่ใช่ท่ามกลางพายุหิมะน่ะนะ」 「ระยะทางแค่นี้การเดินเท้าสำรวจก็อันตรายงั้นเหรอคะ ......?」 「ใช่ ทุกคนก็ฟังด้วยนะ」 ยาคุตสค์หันกลับไปหาผู้ควบคุมรถไฟและเทรนไนท์คนอื่นๆ ที่กำลังฟังเธออยู่ ไม่ใช่แค่ควีนส์เวย์ ตอนนี้แหละ คือเวลาที่จะนำประสบการณ์ในตอนนั้นมาใช้ 「เมื่อกี้ฉันพูดเรื่อง 『สายลมสีขาว』 ไปนิดหน่อยแล้วสินะ」 「『สายลมสีขาว』 ปรากฏการณ์ที่คุณยาคุตสค์เคยเจอตอนฝึกภาคสนามในอดีตสินะคะ」 「ใช่ มันคือสิ่งที่ผสมกันระหว่างพายุหิมะกับหมอกมายา ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง แต่ถ้าหนักหน่อยก็อาจทำให้กองพันพินาศทั้งกองได้เลย เป็นสิ่งที่ทหารไอเซนกราดหวาดกลัวที่สุด」 ไม่รู้ว่าปีศาจจะโผล่มาตรงไหน ไร้เสียง ไร้จิตสัมผัส ถูกโจมตีอย่างเป็นธรรมชาติราวกับหิมะที่พัดปะทะร่างกาย คิดว่าแค่ลมพัด แต่รู้ตัวอีกทีหัวก็หลุดกระเด็นไปแล้ว เรื่องแบบนั้นก็เกิดขึ้นได้ 「ก็นะ แบบนั้นมันจำกัดแค่พวกตัวอันตรายระดับพิเศษ แต่เราคาดเดาระดับของ 『สายลมสีขาว』 ไม่ได้นี่นะ ระวังไว้ก่อนดีกว่า」 「หมายความว่ามีความเป็นไปได้ที่ 『สายลมสีขาว』 จะเกิดขึ้นงั้นเหรอคะ?」 「ใช่ ถ้าเจอพายุหิมะในที่ที่ห่างไกลจากเขตแดน โดยหลักการแล้วห้ามออกไปเดินเพ่นพ่าน โดยเฉพาะเวลาไปสำรวจโบราณสถานหรือพื้นที่ที่ยังไม่ถูกบุกเบิกยิ่งห้ามเด็ดขาด ซึ่งสถานการณ์ของพวกเราตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นเป๊ะๆ」 「ค่า ค่า โยชิโนะขอถามคำถามที่เฉียบคมหน่อยได้ไหมค้า?」 โยชิโนะที่เก็บกวาดข้าวกล่องรถไฟที่กระจายเกลื่อนพื้นเสร็จแล้ว พูดขึ้นพร้อมกระดิกหูไปมา 「มีหลักฐานอะไรมายืนยันเหรอว่าถ้าไม่เดินข้างนอกแล้วจะปลอดภัย?」 เป็นคำถามที่เฉียบคมจริงๆ สมกับเป็นโยชิโนะ ถึงจะมีเม็ดข้าวติดอยู่รอบปาก แต่ก็ฉลาดกว่าใครในที่นี้ 「มีทฤษฎีว่า 『สายลมสีขาว』 จะตอบสนองต่อกลิ่นและอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ มีหลายกรณีที่แม้จะเดินอยู่ข้างนอก แต่แค่ซ่อนตัวในหิมะลึกก็รอดมาได้ จริงๆ แล้วฉันเองก็รอดมาได้ด้วยวิธีนั้น」 「แสดงว่ามอนสเตอร์ใน 『สายลมสีขาว』 ไม่ได้ตะกละตะกลามขนาดนั้น หรือไม่ก็พวกอารมณ์แปรปรวนเยอะสินะ」 「โยชิโนะ เธอนี่ฉลาดจริงๆ แฮะ ชักจะหงุดหงิดขึ้นมาแล้วสิ」 「เพราะเป็นสาวหูสัตว์ผู้ใช้เวทมนตร์สิ่งทออุตสาหกรรมที่ฉลาดและน่ารักไงล่ะ」 「อย่างที่โยชิโนะพูด ปีศาจที่โผล่ใน 『สายลมสีขาว』 บางทีถ้าเราไม่แสดงจิตมุ่งร้ายมันก็ไม่โจมตี เพราะงั้นโอกาสที่จะพังประตูมิสต์เทรนเข้ามาโจมตีถึงข้างในจึงไม่สูงมาก แต่ถ้าเดินเท้าออกไป อาจจะเผลอเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของ 『สายลมสีขาว』 โดยไม่รู้ตัว มันโผล่มาปุบปับจนหลบไม่ทันน่ะสิ」 เพราะงั้นห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด อย่างน้อยก็จนกว่าพายุหิมะจะสงบลง พอยาคุตสค์อธิบายแบบนั้น ทุกคนในที่นั้นรวมถึงผู้ควบคุมรถไฟก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของยาคุตสค์ ให้รถไฟเดินหน้าด้วยความเร็วต่ำต่อไปจนถึงจุดที่มีปัญหา ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ให้กลับไปที่ฐานหน้าซิเวเรียอย่างว่าง่ายเพื่อรอฮาบารอฟสก์และบาตูกลับมา 「พวกบาตูจะปลอดภัยไหมนะ แบบว่า ...... คงไม่ได้เดินไปทั่วใช่ไหม?」 ปุตราที่เป็นเพื่อนของบาตู พูดด้วยความกังวลถึงสองคนที่ลงรถกลางทางในฐานะหน่วยค้นหา วิเวียนจึงอ่านรายละเอียดภารกิจในคำสั่งให้ฟังอีกครั้งเพื่อทำให้ปุตราสบายใจ 「หน่วยค้นหาฮาบารอฟสก์และบาตู ลงรถที่ฐานหน้าซิเวเรียและรักษาความปลอดภัย จากนั้นค้นหาร่องรอยของหน่วยล่วงหน้าเฟลคลิงเกน หากพบความผิดปกติ ให้รอสมทบกับหน่วยหลักของยาคุตสค์และเปลี่ยนเป็นภารกิจกู้ภัยช่วยเหลือ––」 สรุปก็คือ วิเวียนยิ้มอย่างอ่อนโยน 「ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องทำอะไรให้สำเร็จกันแค่สองคน บาตูต้องไม่เป็นไรแน่」 「แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจหน้างานไม่ใช่เหรอ? ถ้าคิดว่าไหวก็ไปได้ใช่ไหมล่ะ?」 「ก็ใช่อยู่หรอก แต่แค่สองคนคงไม่มุทะลุขนาดนั้นหรอกมั้ง」 「บาตูน่ะต่อให้อยู่คนเดียวก็มุทะลุนะ ถ้าเห็นหมอกมายาคงกระโจนเข้าไปก่อนใครเพื่อน」 ปุตรากับบาตูเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดบอกว่าเรียนรู้วิธีต่อสู้มาจากบาตู ปุตราคงรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของบาตูดี แต่เพราะรู้นิสัยบ้าสงครามด้วยนี่แหละ ถึงได้ยิ่งเป็นห่วงในภารกิจแบบนี้ 「แต่มีครูฝึกฮาบารอฟสก์ไปด้วย ต้องไม่เป็นไรแน่」 「ยาคุตสค์ ......」 「ครูฝึกฮาบารอฟสก์คือทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่กองทัพภาคเหนือไอเซนกราดภาคภูมิใจ เป็นผู้เจนจัดในสนามรบที่ผ่านภารกิจอันตรายมามากมายตั้งแต่ก่อนจะมีหน่วยรถไฟพิเศษ ต่อให้บาตูตัดสินใจพลาด เธอก็ต้องจัดการแก้ไขได้แน่ เพราะงั้นตอนนี้เรามาทำในสิ่งที่เราทำได้กันเถอะ」 「อื้ม นั่นสินะ สองคนนั้นต้องไม่เป็นไรแน่」 「ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือพวกเฟลคลิงเกนต่างหาก พายุหิมะตกหนักมาตั้งแต่แถวฐานหน้าซิเวเรียแล้ว ถ้าครูฝึกฮาบารอฟสก์กับบาตูหาเบาะแสของหน่วยล่วงหน้าไม่เจอ ถึงตอนนั้นคงไม่ใช่เวลามาสำรวจทางรถไฟแล้วล่ะ」 เพื่อการนั้น หน่วยหลักอย่างพวกยาคุตสค์จะมาพลาดท่าไม่ได้ ไม่อยากพูดแบบนี้เลย แต่ในบรรดาสามหน่วยที่แยกกัน หน่วยที่ต้องรอดชีวิตให้ได้มากที่สุดคือหน่วยหลักที่มีผู้ควบคุมรถไฟและมิสต์เทรนอยู่ ทั้งหน่วยล่วงหน้าและหน่วยค้นหา ต้องเข้าใจเรื่องนี้ดีแน่ ไม่เป็นไร เฟลคลิงเกนมีร่างกายอมตะจาก 『เลือดบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่』 ไม่ตายง่ายๆ หรอก 「ใช่แล้ว เราจะทำในสิ่งที่เราทำได้ มาทำ 『การต่อสู้ที่มีความหมาย』 กันเถอะ」 ยาคุตสค์พูดกับพวกพ้องในรถไฟเพื่อย้ำเตือนสิ่งที่หน่วยหลักควรทำ ราวกับจะบอกตัวเองไปด้วย และหรี่ตามองพายุหิมะที่รุนแรงขึ้น 「เฟลคลิงเกน รักษาตัวให้รอดจนกว่าหน่วยค้นหาจะไปรับนะ ......」 มิสต์เทรนเดินหน้าด้วยความเร็วต่ำ เป้าหมายคือรอยขาดของรางรถไฟที่มองเห็นอยู่เบื้องหลังพายุหิมะ